วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

โครงสร้างพื้นฐานของประโยค


สรุปสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้
โครงสร้างพื้นฐานของประโยค


จากการเรียนรู้ในวันที่ 29 กุมพาพันธ์ 2559 ผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหา 2 เรื่องด้วยกันคือ 1.โครงสร้างพื้นฐานของประโยค และ Relations between ideas เนื้อหาทั้งสองเนื้อหานี้ก็เป็นเรื่องที่คุ้นเคยกันดี  ซึ่งในการเรียนภาษาอังกฤษนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเรียนเกี่ยวเกี่ยวกับโครงสร้างของประโยคนั้นก็มีมากมายหลายโครงสร้างที่แตกต่างกันในส่วนของเรื่อง Relations between ideas ก็เป็นขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญสำหรับงานเขียน เราจึงไม่สามารถหลีกเหลี่ยงเรื่องเหล่านี้ได้เพราะมันจำเป็นต่อการเรียนภาษาอังกฤษอย่างมาก
หลังจากที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างของประโยคแล้วทำให้ฉันเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างต่างๆมากมายยิ่งขึ้นเพราะบางโครงสร้างฉันเองก็ไม่รู้จัก การที่ภาษาแต่ละภาษาจะเกิดขึ้นเป็นประโยคได้นั้นก็ต้องมีโครงสร้าง แต่ละโครงสร้างต้องประกอบด้วย ประธาน กริยา กรรม จึงจะสามารถเป็นประโยคที่สมบูรณ์ได้ และบางประโยคอาจมีส่วนขยายเข้ามาเพิ่มเติมเพื่อให้ประโยคมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ในแต่ละประโยคนั้นอาจจะสั้นหรือยาวก็ได้ บางประโยคเมื่อพูดหรือเขียนออกมานั้นอาจมีความสละสลวยไพเราะ ไม่สละสลวยดูแข็งเกินไปซึ่งประโยคทุกประโยที่พูดหรือเขียนออกมาก็สามารถบ่งบอกถึงอารมณ์ของผู้ที่ต้องการจะสื่อสารทั้งนี้ก็ต้องประกอบด้วยน้ำเสียงและท่าทางด้วย และในการสร้างประโยคต่างๆขึ้นมานั้น ส่วนใหญ่ก็มาจากประโยคที่เป็นพื้นฐานที่เรียกว่า basic sentence เป็นประโยคที่ให้แต่คำหลัก
Basic sentence จะเป็นประโยคที่ง่ายมักใช้คำหลักๆหรือคำที่จำเป็นที่ต้องมีในประโยคโครงสร้างของประโยคนั้นๆ เช่น Present Simple Tense โครงสร้างของประโยคคือ Subject+V1 ตัวอย่าง She eat จากประโยคก็จะเป็นประโยคที่สั้นๆมีแต่คำจำเป็นที่ต้องใช้ในโครงสร้างเมื่อเขียนออกมาแล้วจึงดูไม่สละสลวย ดูแข็งเกินไป แต่สามารถเข้าใจได้ ว่า หล่อนกินแต่เราไม่สามารถรู้ได้ว่าหล่อนกินอะไร และเพื่อให้ประโยคมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นจึงเพิ่มส่วนขยายไปว่า He  eat  salad in the morning.ซึ่งแปลว่าเขากินสลัดในตอนเช้าเมื่อฟังแล้วก็จะเข้าใจและตัวโครงสร้างของประโยคนั้นดูสละสลวยน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
แต่ก่อนที่เราจะแต่งประโยคตามโครงสร้างได้นั้นเราจะต้องรู้จักชนิดของคำด้วย นั่นก็คือ Part of speech ซึ่งประกอบด้วยชนิดคำที่หลากหลายเช่น Nouns คือคำที่ใช้เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ ,Pronoun คือคำที่ใช้แทนคำนาม คือแทนคน สัตว์ สิ่งของ และ Verb คือคำที่ใช้แสดงการกระทำ,Adverb คือคำที่นำมาขยายคำกริยา, Adjective คือคำที่นำมาขยายคำนาม ,Preposition คือคำที่นำไปเชื่อมความสัมพันธ์ของคำนามกับคำอื่นๆ, Conjunction คือคำที่นำมาใช้เป็นคำเชื่อม นอกจากนี้ยังมีชนิดคำอื่นๆอีกมากมาย
จากการศึกษาโครงสร้างของประโยคต่างๆในเนื้อหานั้นก็จะมีแบบของคำกริยาของฮอร์นบีและไนดาและเทเบอร์ แต่ดิฉันได้ลองศึกษาและฝึกแต่งประโยคนั้นเป็นโครงสร้างแบบของของคำกริยาฮอร์นบี ซึ่งโครงสร้างของเขามีด้วยกัน 25 แบบ บางโครงสร้างฉันเองก็ไม่รู้จักมาก่อน

VP1.Subject+Verb+Direct+Object. Example He hold a book.
VP2.Subject+Verb+(not)+to+ Infinitive,etc. Example She can not to play football. VP3.Subject+Verb+Noun or Pronoun+(not)+to+Infinitive. Example I waited him not to come here.
VP4.Subject+Verb+Noun or Pronoun+ to be+ Complement. Example They want it (to be)die.
VP5.Subject+Verb+ Noun or Pronoun + Infinitive,etc. Example Would you have her answer questions?
VP6.Subject+Verb+ Noun or Pronoun + Present Participle. Example I help him doing homework.
VP7. Object +Verb +Object +Adj. Example The tree die the bird homeless.
VP8.Subject+Verb+ Object + Noun. Example The students told the teacher leader.
VP9.Subject+Verb+ Object + Past Participle. Example He has a telephone lost.
VP10.Subject+Verb+ Object + Adv.+ Adv.Phrases,etc. Example Teacher teach the students here.
VP11.Subject+Verb+ (that)+ Clause. Example Do you worry(that) it will collapse.
VP12.Subject+Verb+ Noun or Pronoun +(that)+ Clause. Example I hope him you that the can for me.
VP13.Subject+Verb+Conj.+to+Infinitive,etc. Example She do homework when to ready.
VP14.Subject+Verb+ Noun or Pronoun + Conj.+ to + Infinitive,etc. Example Can you tell me what to want?
VP15.Subject+Verb+Conj.+ Clause. Example I close when it will rain.
VP16.Subject+Verb+ Noun or Pronou.+ Conj.+ Clause. Example Can you tell her why you hit it?
VP17.Subject+Verb+Gerund,etc. Example She can singing.
VP18.Subject+Verb+Direct Obj. + Prep+ Prepositional Obj.  Example He gave the bag to his customer.
VP19.Subject+Verb+Indirect Obj. + Prep+ Direct Obj..  Example I sad their chidren Good bue.
VP20.Subject+Verb+(for)+Complement.  Example The kangaroo jump two foot.
VP21.Subject+Verb.Example The rabbit is running.
VP22.Subject+Verb+Predicative. Example This is a chair.
VP23.Subject+Verb+Adv.Adjunct.  Example She sit on the sofa.
VP24.Subject+Verb+ Prep+ Prepositional Obj..  Example It is under your table.
VP25.Subject+Verb+to+Infinitive.  Example I stopped to look it in the zoo.
จากการที่ลองแต่งประโยคบางประโยคก็ยังสับสนกับโครงสร้างอยู่ แต่อย่างไรก็ตามฉันก็ได้ศึกษาและแต่งประโยค จนสามารถแต่งประโยคได้จากโครงสร้างทั้ง 25 แบบของฮอร์นบีไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะสามารถจำมันได้ แต่เราสามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับชนิดของโครงสร้างจนสามารถแต่งประโยคต่างๆตามโครงสร้างได้  นอกจากโครงสร้างของฮอร์นบีแล้วก็ยังมีโครงสร้างของคนอื่นๆอีกมากมาย เช่นโครงสร้างของไนดาและเทเบอร์ ซึ่งเขาได้แยกประโยคพื้นฐานของภาษาอังกฤษไว้ 7 แบบ
แบบโครงสร้างของไนดาทั้ง 7แบบ ประกอบด้วย 1.N+V เช่น Jone ran quickly. 2.N+V+ N เช่น John hit Bill. 3.N+V+N+N เช่น John gives Bill a ball. 4.N+V+Prep.+N เช่น John is in the house. 5. N+V+Adj. เช่น The boy is sick. 6.N+V+Indefinite article +N เช่น John is a boy. และ 7. N+V+Definite article +Noun เช่น John  is my father. แต่โครงสร้างโครงร้างเหล่านี้ฉันไม่ได้แต่งประโยค แต่อย่างไรก็ตามก็ได้ศึกษาโครงสร้างจนทำให้เข้าใจสามารถที่จะแต่งประโยคได้
และโครงสร้างอีกแบบหนึ่งของสเตจเบอร์จ(stageberg) โครงสร้างของเขาเป็นประโยคเปลือย และถูกแบ่งโครงสร้างออกเป็น 9 แบบ นอกจากที่ได้ศึกษาโครงสร้างของประโยคแล้วก็ยังศึกษาเรื่อง Relations between ideas วึ่งเรื่องนี้จะเกี่ยวกับการเขียน paragraphs หรือบทความให้สมบูรณ์ได้นั้นต้องอาศัยขั้นตอนต่างๆในการเขียน เราไม่สามารถเขียนตามใจชอบได้ เพราะเนื้อเรื่องแต่ละย่อหน้าอาจจะไม่สัมพันธ์กันทำให้บทความดูไม่สละสลวย
แต่ในการเขียน paragraphs ขั้นตอนแรกที่ต้องทำคือการหาหัวข้อ,ชื่อเรื่อง หรือ Title นั้นเอง ชื่อเรื่องนั้นอาจจะเป็นประโยคบอกเล่าหรือคำถาม หรือวลีก็ได้ แต่จะต้องไม่ยาวเกินไป และจะต้องกระชัดรัดกุมให้ตรงกับเนื้อที่จะเขียน  เมื่อเราได้ชื่อเรื่องแล้วก็ต้องการเขียน outline เพื่อเป็นแนวทางในการเขียน paragraphs ให้ง่ายขึ้นในขณะที่เขียนเราก็สามารถเขียน outline ที่วางไว้ตามลำดับขั้น ทำให้ paragraphs ที่เราจะเขียนนั้นออกมาสมบูรณ์
ในการเขียน outline นั้นจะต้องประกอบไปด้วย Thesis Statement หรือ introduction นั่นเองเป็นการเขียนเกริ่นนำพูดถึงภาพรวมที่เราจะเขียนในบทความนั้นๆและในส่วนเนื้อหาหรือ Body ก็จะประกอบด้วย Main Idea ในเนื้อหานั้นๆนอกจากนี้ยังมีส่วนที่จะขยายให้ Main Idea ชัดเจนยิ่งขึ้น นั่นก็คือ Supporting Idea สามารถมีได้หลาย Supporting Idea ในแต่ละ Main Idea และสุดท้ายตามด้วยส่วนที่เป็น Conclusion หรือบทสรุปนั่นเอง
ส่วนของ  Conclusion นั่นเราก็จะนำส่วนของเนื้อหา Thesis Statements มากล่าวใหม่อีกครั้งแต่จะเรียบเรียงเป็นใหม่เพื่อให้เข้าใจยิ่งขึ้น เมื่อเราได้ร่างหรือเขียน outline เสร็จแล้วเราจะนำส่วนของ outlineมาเขียนขยายความบรรยายเพื่อให้เข้าใจถึงรายละเอียดดังกล่าว ล้าเราก็จะได้ paragraphs ที่สมบูรณ์น่าอ่าน เมื่อเรารู้หลักการเขียน paragraphs เพียงแค่เราคิดอย่างมีหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่จะไดใน paragraphs ที่สมบูรณ์
ดังนั้นในการเรียนครั้งนี้  ผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาต่างๆมากมายคือเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของประโยค และ Relations between ideas ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อผู้เรียนภาษาอังกฤษ เพราะเป็นภาษาที่ต้องมีการแปล เมื่อเรามีความรู้ทางด้านภาษาดีก็จะทำให้เราวิเคราะห์ความหมาย ตีความ และเรียบเรียงประโยคได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เราจึงไม่สามารถหลีกเหลี่ยงเรื่องเหล่านี้ได้เพราะจำเป็นต่อการเรียนภาษาอังกฤษอย่างมาก





















การแปลบันเทิงคดี


สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้
การแปลบันเทิงคดี

ในการเรียนรู้ครั้งนี้ดิฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องการแปลบันเทิงคดี ขึ้นชื่อว่าบันเทิงคดีก็คงจะเป็นเรื่องที่สนุกเป็นงานบันเทิงคดีนั้นเป็นรูปแบบหนึ่งที่ว่าด้วยสารสนเทศหรือเหตุการณ์ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่เป็นจินตนาการหรือทฤษฎีบางส่วนหรือทั้งหมด กล่าวคือ เป็นงานที่ผู้ประพันธ์แต่งขึ้น แม้บันเทิงคดีจะใช้หมายถึงสาขาหลักของงานวรรณกรรมอย่างหนึ่ง แต่ยังอาจหมายถึง งานละคร ภาพยนตร์หรือดนตรีด้วย บันเทิงคดีตรงข้ามกับสารคดี ซึ่งว่าด้วยเหตุการณ์ คำอธิบาย การสังเกตที่เป็นจริง 
ในที่นี้บันเทิงคดีหมายถึงงานเขียนทุกประเภทที่ไม่อยู่ในประเภทของงานวิชาการและสารคดี และรวมไปถึงงานร้อยแก้วร้อยกรอง บันเทิงคดีนั้นมีหลายรูปแบบอาทิเช่น นิทาน นวนิยาย เรื่องสั้น บทเพลง บทกวี ฯลฯ ซึ่งในการเขียนงานทุกประเภทย่อมมีองค์ประกอบที่แตกต่างกัน และองค์ประกอบของงานเขียนแบบบันเทิงคดีประกอบด้วยสองส่วนคือ ในด้านเนื้อหาและภาษา
ในด้านของเนื้อหานั้นจะประกอบไปด้วยเนื้อหาสาระทั้งที่เป็นจริงและไม่เป็นจริงบ้าง  อีกทั้งยังสอดแทรกทัศนะความรู้สึกหรือประสบการณ์จริงของผู้เขียนลงไปในงานเขียนอีกด้วย โดยจุดประสงค์ในการเขียนแบบบันเทิงคดีคือสร้างความบันเทิงให้กับผู้ที่อ่าน ซึ่งในบางครั้งอาจจะเพิ่มจินตนาการของผู้เขียนลงไปด้วยมีทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหรือเพิ่มเติมเนื้อหาไปเพื่อเพิ่มความสนุกแก่เนื้อหา
ภาษาที่ใช้ในงานเขียนบันเทิงคดีนั้นก็จะแตกต่างจากงานเขียนประเภทอื่นเช่นกัน ผู้เรียนจะต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมของเนื้อหา เช่นทางด้านคำศัพท์ หรือสำนวนเมื่อเราเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้วก็จะง่ายต่อการแปลมากยิ่งขึ้น และในการแปลบันเทิงคดีนั้นสิ่งที่ต้องคำนึงเกี่ยวกับองค์ประกอบนั้นมีอยู่ 2 ประการคือ องค์ประกอบทางภาษา(language element) และองค์ประกอบที่ไม่ใช่ภาษา(non-language element)
องค์ประกอบที่ไม่ใช่ภาษา(non-language element) เป็นองค์ประกอบทางด้านอารมณ์และท่วงทำนองของงานเขียน ซึ่งจะทำหน้าที่สะท้อนองค์ประกอบของภาษา ดั้งนั้นผู้เปลจึงต้องให้ความสนใจเกี่ยวกับองค์ประกอบทางด้านภาษาให้มากเนื่องจากองค์ประกอบนี้มีความสำคัญทางด้านการแปล หากผู้แปลเลือกใช้ภาษาผิด ก็จะทำให้ความหมายที่สื่อออกมาผิดเช่นกัน
ภาษานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับงานเขียนและงานแปล เนื่องจากสังคมในโลกของเรามีความแตกต่างกันมากไม่ว่าจะเป็นทางด้านวัฒนธรรม การเป็นอยู่ หรือแม้แต่ภาษาเองก็เช่นกัน เมื่อกล่าวถึงองค์ประกอบทางด้านภาษา เป็นสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวของกับงานแปล สำหรับงานแปลบันเทิงคดีองค์ประกอบที่เกี่ยวกับภาษานั้นแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม นั้นก็คือ การใช้สรรพนามและคำเรียกบุคคล(form of address) การใช้คำที่มีความหมายแฝง(connotation) และภาษาเฉพาะวรรณกรรม(figurative language)
 เมื่อกล่าวถึงภาษาที่มีความหมายแฝง(connotation) ในวรรณกรรมจะมีการใช้กันเยอะมาก เนื่องจากคำศัพท์ทุกคำย่อมมีความหมายที่ตรงตัวและความหมายแฝงอยู่ ตัวอย่างเช่น รถไฟ ความหมายตรงตัวคือ ยานพาหนะชนิดหนึ่ง ส่วนความหมายแฝงคือ ชายหรือหญิงสองคนที่หมายปองบุคคลเดียวกัน  ไก่ ความหมายตรงตัว คือ สัตว์ปีกชนิดหนึ่ง ส่วนความหมายแฝงคือหญิงสาวผู้อ่อนต่อโลก
ทุกๆงานแปลผู้แปลจะต้องจะต้องใส่ใจโดยเฉพาะทางด้าน ในการแปลงานบันเทิงก็เช่นกันผู้แปลจะต้องเรียนรู้ทั้งความหมายที่ตรงตัวและความหมายแฝงให้กระจ่างแจ้ง โดยอาศัยความสามารถ ปฏิภาณ ไหวพริบ จินตนาการ รวมทั้งจิตวิญญาณในการตัดสินใจว่าคำศัพท์ในงานแปลนั้นๆมีความหมายเช่นไร ในแปลที่ดีผู้แปลจะต้องมีความอดทนรู้จักค้นคว้าหาความหมายของคำศัพท์ทุกคำเพื่อความแม่นยำในการแปล
และสิ่งที่เน้นย้ำเสมอไม่ว่าจะเป็นงานแปลประเภทใด ก่อนที่ผู้แปลจะทำการแปลก็ควรที่จะอ่านต้นฉบับให้เข้าใจเสียก่อนเพื่อให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้นก็ควรจะอ่านหลายๆรอบ และในการแปลผู้แปลก็ควรจะเลือกใช้พจนานุกรม 2 ภาษา เนื่องจากผู้ที่แปลสามารถค้นคว้าหาความรู้ได้หลากหลายและควรจะเลือกใช้คำที่พจนานุกรมทั้งสองภาษามีการใช้เหมือนกันจะทำให้งานแปลของเรามีความผิดพลาดน้อยลง
นอกจากนี้ภาษาเฉพาะวรรณกรรมหรือโวหารภาพพจน์ การใช้ภาษาเช่นนี้ผู้แปลจะต้องมีความรอบรู้เป็นอย่างมากสามารถนำคำมาใช้ได้อย่างเหมาะสม ในการแปลงานบันเทิงคดีจะเลือกใช้รูปแบบเฉพาะที่เรียกว่าโวหารภาพพจน์ ในการใช้ภาษาของกลุ่มนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมทางด้านต่างๆ โดยถ่ายทอดมาทางภาษา แต่ละชาติย่อมมีความแต่อย่างไรก็ตามวัฒนธรรมอย่างที่รู้กันดีว่าแต่ละชาติย่อมมีความแตกต่างกัน
การแปลภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ผู้แปลจะต้องเรียนรู้และฝึกฝนอย่างบ่อยครั้ง โดยต้องเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องโวหารภาพพจน์ นั่นก็คือโวหารอุปมาอุปมัย โวหารนี้เป็นที่รู้จักกันดี เป็นกลวิธีหนึ่งซึ่งเขียนเพื่อเปรียบเทียบเพื่อชี้แจงคำอุปมาอุปไมย หรือคำเปรียบเทียบเป็นคำในภาษาไทยที่สั้น กะทัดรัด และยังนิยมพูดกันในชีวิตประจำวันเป็นคำพูดในเชิงต่อว่าหรือเปรียบเปรย (ทั้งในทางดีทางร้าย) โดยผู้พูดยกเอาสิ่งแวดล้อมมาเทียบเคียงให้ผู้ฟังเห็นจริงไปตามนั้นซึ่งมักจะมีคำว่า เป็น เหมือน อย่าง เท่า ราวกับ ทำหน้าที่เป็นคำเชื่อมหรือคำวลีอยู่ในประโยค
ซึ่งในภาษาอังกฤษและภาษาไทยมักใช้ลักษณะเฉพาะของภาษาชนิดนี้อยู่ชัดเจน  มีไวยากรณ์ที่ชัดเจนตายตัว บางครั้งอาจเป็นเหตุการณ์ที่สมมติขึ้น ผู้แปลจึงต้องฝึกการสังเกตและวิเคราะห์ให้ดีว่าใช้โวหารอุปมาอุปมัยแบบไหน ถ้าหากเป็นเหตุการณ์ที่สมมติก็จะใช้เงื่อนไขข้อที่ 1 (conditional sentence type I) แต่ถ้าหากการเปรียบเทียบนั้นมีการสมมติที่ไม่สามารถเกิดขึ้นหรือเป็นจริงได้ ผู้แปลก็จะใช้โครงสร้างประโยคเงื่อนไขข้อที่ 2 (conditional sentence type II)
                รูปแบบของโวหารก็เป็นที่รู้จักกันดีว่ามีการเปรียบเทียบระหว่างความหมายของสองสิ่งโดยการนำความหมายหรือไม่เหมือนมาเปรียบเทียบ  ดังนั้นการแปลโวหารนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้แปลจะต้องคำนึงถึงความเป็นจริงเกี่ยวกับทางด้านของภาษา และผู้แปลก็ต้องรู้จักปรับโวหารให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมของภาษาแปลโดยยึดหลักการดังต่อไปนี้ นั้นก็คือ
                ผู้แปลจะต้องแปลโวหารอุปมาอุปมัยตามตัวอักษรเมื่อรูปแบบของภาษาสอดคล้องกันและมีความหมายเหมือนกันทั้ง 2 ภาษา หากอุปมาอุปมัยใดไม่สำคัญต่อเนื้อหาก็ตัดทิ้งไปไม่ต้องแปลให้เสียเวลา เมื่องานเขียนเป็น authoritative text เมื่อแปลก็ควรใส่หมายเหตุเอาไว้เพื่อข้อผิดพลาด หรือสามารถอธิบายความหมายเชิงอรรถ และผู้เขียนอาจใช้สำนวนโวหารที่เขียนคิดขึ้นใหม่ยังไม่มีการบัญญัติไว้ในวัฒนธรรมการใช้ภาษามาก่อน
                อุปมาอุปมัยนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปรียบเทียบ แต่ผู้ที่เรียนแปลนั้นหากต้องการให้ตัวเองเก่งมายิ่งขึ้นก็ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับคำศัพท์โดยใช้พจนานุกรมสองภาษามาเป็นตัวช่วยในการแปล ดังนั้นการแปลบันเทิงคดีหรือการแปลงานใดๆก็ตามผู้แปลจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์รวมถึงข้อเท็จจริง และจินตนาการหรือทฤษฎีบางส่วนหรือทั้งหมด เกี่ยวกับเรื่องที่จะแปลและที่สำคัญที่สุดคือผู้แปลจะต้องมั่นศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับศัพท์นั้นๆในงานแปล (การแปลบันเทิงคดี)

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้รายวิชา Translation I


สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้รายวิชา Translation I

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ หนังสือ


จากการเรียนรู้วิชาการ1 ตลอดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 สิ่งที่ข้าพเจ้าได้จากการเรียนรู้มีอยู่มากมายหลายเรื่องด้วยกัน ซึ่งการเรียนแต่ละครั้งข้าพเจ้าได้สรุปสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ทั้งในละนอกห้องเรียน โดยการเขียนสรุปและ

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แปลเรื่องสั้น MARY QUEEN OF SCOTS


MARY QUEEN OF SCOTS
( TIM VICARY)
1
Fotheringhay

ชื่อของฉันคือ เบส คูรอล  แต่นี่ไม่ใช่เรื่องราวของฉัน มันคือเรื่องราวของผู้หญิงของฉันแมรี่ราชินีของสก็อต หล่อนเขียนเรื่องราวและนำมันมาให้ฉัน ผมกำลังมีลูกชายกับหล่อน
หล่อนเริ่มเรื่องราวสัปดาห์ที่ผ่านมามันคือเดือนมกราคม  1587 และพวกเรานั่งอยู่ที่นี่ ในห้องเย็นของพวกเราในฟอทเตอริงไฮ แคสตอล ในทางตอนเหนือของอังกฤษ พวกเราไม่สามารถมองเห็นจากหน้าต่าง บ้านหนึ่งหรือสองหลังมีแม่น้ำ ต้นไม้บ้าง บ้านบ้าง และถนนนั้นคือทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Learning Log 14


Learning Log 14



นอกห้องเรียน  (ภาคเช้า)
จากการเรียนวิชาการแปล 1 ในวันที่ 30  ตุลาคม พ.. 2558 สามารถสรุปประเด็นการเรียนรู้ได้ 1 ประเด็น คือ นอกชั้นเรียน
ในการเรียนนอกห้องเรียนครั้งนี้ดิฉันได้เข้าร่วมอบรมเรื่องการอบรมภาษาอังกฤษเชิงบูรนาการและการประยุกต์ใช้ของบรรยายโดย ผศ.ดร.ศิตา เยี่ยมขันติถาวร การอบรมนี้ก็เป็นการอบรมครั้งที่สองซึ่งวันที่สองนี้จะเป็นการเน้นการบรรยายมากกว่าวันแรกแต่จะเน้นเนื้อหาเท่าแต่ช่วงเช้า เนื้อหาที่เรียนวันนี้ก็จะเกี่ยวกับวิธีการสอนภาษาอังกฤษในศตวรรษที่ 21  การเรียนในศตวรรษที่ 21 นั้นก็คือการเรียนในปัจจุบันครูผู้สอนในยุคนี้จะต้องมีความสามารถในการอ่าน การเขียน และการคิดเลข จะ

Learning Log 13


Learning Log 13

นอกห้องเรียน
จากการเรียนวิชาการแปล 1 ในวันที่ 29 ตุลาคม พ.. 2558 สามารถสรุปประเด็นการเรียนรู้ได้ 1 ประเด็น คือ นอกชั้นเรียน
ในการเรียนนอกห้องเรียนครั้งนี้ดิฉันได้เข้าร่วมอบรมเรื่องการอบรมภาษาอังกฤษเชิงบูรนาการและการประยุกต์ใช้ของบรรยายโดย ผศ.ดร.ศิตา เยี่ยมขันติถาวร  และเปิดพิธีการอบรมโดยอธิการบดีมหาวิยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ในการอบรมครั้งนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลาคือภาคเช้าและภาคบ่าย และแต่ละช่วงก็มีการพักเบรคโดยการเลี้ยงของว่าง ในการพักเบรคนั้นทำให้ผู้เข้าอบรมและผู้บรรยายได้ผ่อนคลายและไม่เหนื่อยสามารถที่จะบรรยายต่อในช่วงต่อไปได้ ในการบรรยายครั้งนี้จะกล่าว

Learning Log 12


Learning Log 12
ในห้องเรียน
จากการเรียนวิชาการแปล 1 ในวันที่ 20 ตุลาคม พ.. 2558 สามารถสรุปประเด็นการเรียนรู้ได้ 2 ประเด็น คือ สิ่งที่ได้เรียนรู้ในห้องเรียนและนอกชั้นเรียน
ในการเรียนรู้ในห้องเรียนครั้งนี้ตัวดิฉันเองได้เรียนรู้ความรู้เรื่อง  Adverb clause of time  ถ้าจะพูดถึงเรื่อง clause นั้นมีมากมายหลายประเภทซึ่งสามารถแยกย่อยออกไปอีก การเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่อง cause เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับฉัน ทุกครั้งที่ฉันอ่านหรือเรียนเรื่องนี้ก็มักจะสับสนและไม่ค่อยเข้าใจอยู่เสมอ เพราะมันมีกฎหรือหลักการใช้ที่มากมายแยกย่อยไปอีก สำหรับฉันนั้นต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจเนื้อหาค่อนข้างนาน  หรือบางครั้งก็ต้องการบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและความ

Hello

Hello

วริษา ฤทธิราช

แนะนำตัวฉัน

ชื่อ : นางสาววริษา ฤทธิราช
ชื่อเล่น : ษา
ที่อยู่ : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
E-mail : WarisaRittirat@gmail.com