วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

หลักการแปลวรรณกรรม


สรุปสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้
หลักการแปลวรรณกรรม

ในการเรียนรู้ครั้งนี้ดิฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องหลักการแปลวรรณกรรม ซึ่งถือว่าเป็นศาสตร์หนึ่งที่ยากพอสมควรเนื่องจากคำศัพท์ที่ใช้จะแตกต่างจากคำศัพท์ปกติ และการที่จะมาแปลเป็นภาษาอังกฤษให้ได้นั้นผู้แปลก็จะต้องมีความเข้าใจความหมายของภาษาต้นฉบับเสียก่อน ปละศึกษาความหมายของคำศัพท์นั้นเมื่อเรารู้ความหมายแล้วเราก็สามารถเลือกใช้คำศัพท์ได้ถูกต้อง
การแปลเนื้อหานั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องยาก   แต่การแปลวรรณกรรมนั้นยากยิ่งกว่า เชื่อว่าหลายาคนคงจะมีปัญหาเกี่ยวกับการเลือกใช้คำศัพท์ หากผู้แปลเข้าใจความหมายของต้นฉบับผิดก็จะแปลออกมาผิด  วรรณกรรมถือว่าเป็นที่รู้จักกันดีเพราะมีมาตั้งแต่โบราณ หลายคนก็รู้จักกันดีในนามของวรรณคดี งานเขียนประเภทนี้จัดเป็นงานเขียนประเภทบันเทิงคดีมุ่งให้ผู้อ่านได้รับความบันเทิง
วรรณกรรมไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแต่ในประเทศไทย ประเทศอื่นๆเช่น ประเทศอังกฤษ อียิป ก็มี ซึ่งแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับลักษณะความเป็นอยู่ของประเทศนั้นๆ  บางครั้งคนส่วนหนึ่งจึงใช้วรรณกรรมในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ เพราะวรรณกรรมจะสอดแทรกวัฒนธรรม และประเพณีเอาไว้ด้วย
การแปลวรรณกรรมสิ่งที่ต้องคำนึงคือ ความหมายที่ยังคงเดิมของเนื้อเรื่องและที่สำคัญที่สุดคือการรักษาอัถรสของเรื่องไว้ ซึ่งผู้แปลจะต้องมีความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมากและงานที่จัดอยู่ในประเภทวรรณกรรมก็แบ่งออกเป็นหลายชนิดด้วยกัน เช่น นิยาย นวนิยาย เรื่องสั้น  นิทาน  บทละคร การ์ตูน บทภาพยนตร์ บทเพลง
และงานทุกชิ้นนั้นก็จะมีหลักการแปล  อาจจะเหมือนหรือแตกต่างกันบ้างตามลักษณะของประเภทงาน อาทิเช่น นวนิยาย เป็นหนังสือชนิดหนึ่งที่ทั่วประเทศให้ความนิยมโดยเฉพาะกลุ่มของวัยรุ่น ที่ผู้แปลนวนิยายหรือบันเทิงคดีจะได้รับชื่อเสียงเป้นอย่างมาก ซึ่งผู้แปลต้องรักษาศิลปะในการใช้ภาษา ใช้ถ้อยคำที่สละสลวยไพเราะสอดคล้องกับต้นฉบับ
ในการแปลชื่อเรื่องของวรรณกรรม ชื่อเรื่องถือว่าเป็นสิ่งสำคัญของเรื่องเพราะมันเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้อ่านเป็นสิ่งแรก (แต่งจึงต้องมีความพิถีพิถันในการตั้งชื่อเรื่องมากที่สุด ดังนั้นผู้แปลจะต้องแปลชื่อเรื่องอย่างพิถีพิถันด้วย โดยจะมีหลักการแปลอยู่ 4 แบบ นั้นก็คือ แบบที่ 1 ไม่แปล แบบที่ 2 แปลตรงตัว แบบที่ 3 แปลบางส่วนดัดแปลงบางส่วน และแบบที่ 4 ตั้งชื่อใหม่โดยตีความชื่อเรื่องและเนื้อเรื่อง
แบบที่ 1 ไม่แปล เป็นการใช้วิธีการถ่ายทอดเสียงหรือถ่ายทอดตามตัวอักษร(ทับศัพท์) เพราะชื่อเรื่องมีความน่าสนใจและเป็นที่รูจักกันแพร่หลายสาเหตุนี้ผู้แปลจึงเลือกที่จะไม่แปล แบบที่ 2 แปลตรงตัว เนื่องจากต้นฉบับมีความสมบูรณ์ ผู้แปลจึงอยากที่จะรักษาคำและความหมายไว้ด้วยภาษาที่ดีและกะทัดรัด
แบบที่ 3 แปลบางส่วนดัดแปลงบางส่วน เมื่อเนื้อหาในฉบับมีความสมบูรณ์ไม่เพียงพอ เนื้อหาบางคำไม่ค่อยดึงดูดผู้แปลจึงเลือกใช้วิธีนี้ และแบบที่ 4 ตั้งชื่อใหม่โดยตีความชื่อเรื่องและเนื้อเรื่อง รูปแบบนี้ผู้แปลจะต้องใช้ความเข้าใจกับชื่อเรื่องและเนื้อเรื่องเป็นอย่างมาก  สามารถจับประเด็นและจุดประสงค์ของเรื่องได้ชัดเจนจริงสามารถตั้งชื่อเรื่องใหม่ได้
ต่อไปเป็นการแปลบทสนทนา เป็นสิ่งที่ยุ่งยากที่สุดเนื่องจากภาษาที่ใช้กันมีความหลากหลาย หลายระดับ เมื่อแปลจะต้องแปลตามระดับสภาพของสังคมของผู้พูดบางครั้งอาจจะใช้คำราชาศัพท์ ภาษาสุภาพ ภาษาที่เป็นทางการ และบางครั้งอาจจะใช้ภาษาระดับตลาด ซึ่งเต็มไปด้วยคำแสลง คำตัดสั้นๆ ที่มีการใช้กันจริงในชีวิตประจำวัน ถ้าหากผู้แปลไม่มีความชำนาญหรือคุ้นเคยกับภาษาเหล่านี้ก็จะยากและเป็นอุปสรรคในการแปล
ในการแปลบทสนทนาสิ่งที่ต้องคำนึงคือผู้แปลจะต้องแปลอย่างเป็นธรรมชาติแปลให้สอดคล้องกับระดับภาษาและฐานะของผู้พูด หากผู้แปล แปลคำต่อคำเมื่อสื่อออกมา ฟังแล้วก็จะดูแข็ง ไม่เป็นธรรมชาติ
การแปลบบรรยาย  เป็นบทความที่ใช้เล่าเรื่องราวเหตุการณ์จึงมักเลือกใช้ภาษาเขียนที่ขัดเกลาและแตกต่างกันหลายระดับ ทำให้เกิดความยุ่งยากในการแปลทีจะทำให้สอดคล้องกับต้นฉบับเดิม
                ภาษาที่ทำให้เกิดความยุ่งยากในบทบรรยายนั่นก็คือ ภาษาสังคม กับภาษาวรรณกรรมคดี ภาษาในสังคมมนุษย์มีการใช้ภาษาที่แตกต่างกัน การที่เราจะเรียนรู้ภาษาในสังคมนั้นได้จะต้องผ่านการฝึกฝนและความเคยชินเป็นเวลานาน และอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้การใช้ภาษาต่างกันนั่นก็คือ อาชีพ วัย เพศ และสถานภาพทางสังคม สังคมจึงมีอิทธิพลต่อภาษาพูดเป็นอย่างมาก และเมื่อเวลาผ่านไปภาษาของคคนในสังคมนั้นก้ย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
ภาษาถิ่น  เป็นภาษาที่ใช้กันในวรรณกรรมประเภทต่างๆ เป็นภาษาหนึ่งที่มีความไพเราะและสละสลวย มีความถูกต้องตามความหมาย และไวยากรณ์ แต่ภาษานี้จะไม่นิยมใช้กันจริงในชีวิตประจำวันแต่นิยมใช้เขียนกันในวรรณกรรมเพื่อความไพเราะในการอ่าน แต่อย่างไรก็ตามผู้เขียนจะต้องรู้จักการเล่นความหมายของคำ  เสียงของคำ  เพื่อสร้างอารมณ์ในการอ่าน และเพื่อให้ได้อัถรสควรใช้สำนวนที่คมคายในทำนองสุภาษิตด้วย
ในการแปลวรรณกรรมนั้นควรยึดข้อปฏิบัติดังนี้ คือ ควรที่อ่านเรื่องราวให้เข้าใจก่อนหลังจากนั้นก็มาจับประเด็นที่สำคัญของเรื่อง และนำเนื้อเรื่องมาย่อ ควรที่จะทำผังสัมพันธ์ของตัวละครที่สำคัญในเนื้อเรื่อง หลังจากนั้นนำสำนวนต่างๆมาวิเคราะห์ ค้นหาความหมายหรือคำศัพท์ที่ไม่รู้จัก เพื่อให้เราเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งแปลได้ตรงความหมายไม่ผิดเพี้ยน
ในการแปลให้เป็นภาษาไทยควรใช้ถ้อยคำหรือสำนวนที่เรียบง่าย อ่านเข้าใจชัดเจน  และควรใช้ภาษาไทยที่เป็นธรรมชาติเพราะฟังแล้วดูสละสลวย ต่อไปเป็นการแปลละคร ซึ่งละครจัดเป็นวรรณกรรมการแสดงทุกคนรู้จักกันดี บางครั้งอาจจะมีบทเพลงหรือดนตรีประกอบ ถ้าหากว่าไม่มีสิ่งเหล่านี้เรียกว่าละครพูด
ในบทละครปัจจุบันหรือที่เรียกว่าบทละครสมัยใหม่ ส่วนมากจะเป็นบทเจรจาหรือพูด ในการเขียนบทละครพูดที่ดีไม่ควรใช้ถ้อยคำที่ยืดยาวแต่ควรใช้ถ้อยคำที่กะทัดรัด ชัดเจน  บทละครนั้นจะใช้บทบรรยายของตัวละคร เป็นคำบรรยายฉาก สถานที่ เวลา และการเปิดตัวละคร การแปลตัวละครจะดำเนินการเดียวกับการแปลเรื่องสั้น  นวนิยาย นิทาน   นิยาย โดยเริ่มจากการอ่านต้นฉบับอย่างเข้าใจ  และหาความหมายนำมาแปลด้วยภาษาที่เหมาะสม
นอกจากนี้การอ่านต้นฉบับตัวละคร การที่เราจะเข้าใจบทละครต่างๆได้ดี ควรที่จะอ่านหลายๆครั้ง เพื่อทำความเข้าใจควรจะตั้งคำถามในขณะที่อ่านด้วยว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อใด อย่างไร  หลังจากนั้นก็หาความหมายของคำและคำศัพท์ที่เราไม่รู้จักหรือคุ้นเคย และถ้าให้ดีควรที่จะศึกษาหาความรู้นอกเพิ่มเติมเกี่ยวกับต้นฉบับ
บทภาพยนตร์ การที่เราจะนำมาใช้ในงานแปลเราจะต้องมีการถ่ายถอดเป็นบทเขียนก่อน  หากไม่มีบทเขียนผู้แปลจะต้องฟังหรือดูจากฟิล์ม โดยมีจุดประสงค์ในการแปล 2 ประการคือ ผู้ฟังจะต้องได้ยินเสียงของนักแสดงพุดเป็นภาษาไทยก่อนที่จะนำบทแปลไปพากย์หรืออัดเสียงในฟิล์ม และผู้ฟังจะต้องได้ยินเสียงเดิมของนักแสดงและเห็นคำแปล ก่อนที่จะนำบทแปลไปเขียนคำบรรยายในฟิล์มดั้งเดิม
สังเกตได้ว่าบทภาพยนตร์นั้นก็เหมือนกับบทละคร ส่วนมากจะประกอบด้วยบทสนทนา แต่บทภาพยนตร์นั้นจะมีบทละครที่หลากหลายกว่า และจะมีลักษณะของตัวละครที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนการพูดจะเน้นความรวดเร็วซึ่งแตกต่างจากบทละครที่พูดช้าสิ่งเหลานี้จะมีผลต่อการแปลบท ซึ่งผู้แปลจะต้องแปลอย่างรวดเร็วทันกับบทบาทของการแสดง
ซึ่งจุดประสงค์ของการเขียนบทภาพยนตร์นั้นเขียนเพื่อนำไปแสดง เพื่อความฉับไวในการรักษาความต่อเนื่องของภาพและเนื้อหา สิ่งที่ผู้แปลต้องตระหนักถึงคือลักษณะเฉพาะของบทเพื่อป้องกันความผิดพลาดของเนื้อหาในเรื่อง ของเนื้อเรื่อง และการแปลภาพยนตร์ก็มีขั้นตอนเดียวกับการแปลละคร การ์ตูน ทุกอย่างต้องมีความสัมพันธ์กัน โดยจะอ่านข้อความ ภาพ และฉากพร้อมกัน
 นิทานหรือ นิยาย เป็นบันเทิงคดีประเภทหนึ่งที่มีตั้งแต่สมัยโบราณมีการเล่ากันด้วยปากและวาจาเนื่องจากสมัยนั้นไม่มีการใช้ตัวอักษร ในการเล่าจะใช้วิธีที่ไม่ซับซ้อน ในการเล่านิทานหรือนิยายเพื่อนำคำสั่งสอนของศาสนาไปเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับรู้ และเล่ากันเพื่อสร้างความสนุกสนานให้แก่เด็ก อีกทั้งยังฝึกจินตนาการให้ผู้ฟังอีกด้วย
ซึ่งตามหลักวรรณคดีสากลได้แบ่งประเภทนิทานไว้ดังนี้ Tale เป็นเรื่องเล่าที่แต่งขึ้นมา จะเล่าเป็นร้อยแก้วหรือร้อยกรองในด้านของเนื้อหาจะดูเป็นธรรมชาติแต่ที่ดูแปลกตาก็คือวิธีเล่า Myth เป็นเรื่องเล่าที่มาตั้งแต่โบราณ เหตุการณ์จะเกี่ยวกับศาสนาหรือเทพเจ้า มีพลังอำนาจลึกลับของธรรมชาติ ซึ่งจะมุ่งให้อารมณ์เร้าร้อนและแสดงความเป็นเหตุเป็นผลให้ผู้ฟัง
Fable เป็นเรื่องสั้นที่มุ่งให้เห็นถึงสัจธรรม ส่วนใหญ่ตัวละครเป็นสัตว์หรือคน เช่น นิทานอิสป Fabliau เป็นเรื่องเล่าสั้นๆ ที่แต่งเป็นร้องกรอง สามารถนำมาร้องเพลงได้ Fairy Tales เป็นนิทานที่เกี่ยวกับเทพเจ้าที่ให้ความสนุกและสอนใจผู้ฟัง และ Legend เป้นเรื่องราวเกี่ยวกับนักบุญหรือวีรบุรุษท้องถิ่นที่มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริง
ในการอ่านต้นฉบับนิทานนั้น ครั้งแรกก็จะอ่านกันอย่างรวดเร็วหลักจากนั้นก็ตั้งคำถามว่า ใคร ทำอะไร ที่หน เมื่อใด ทำไม เพื่อตรวจสอบความเข้าใจของเนื้อเรื่องหลักจากนั้นก็เริ่มอ่านอีกครั้งอย่างช้าๆหาความหมายหรือคำศัพท์ที่ยังไม่รู้จักหรือเข้าใจ ส่วนมากในนิทานจะใช้คำศัพท์ระดับกลาง ตอนจบก็จะจบด้วยคำสอนส่วนชื่อเรื่องนั้นเราสามารถใช้วิธีแปลตรงตัวได้
เรื่องเล่าเป็นเรื่องที่สั้นๆ แฝงด้วยอารมณ์ขันมักปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร จึงมักใช้ถ้อยคำที่กะทัดรัด บางครั้งผู้เขียนเองก็จงใจทำให้กำกวมเพราะสามารถสร้างอารมณ์ขันได้ เรื่องเล่าจะประกอบด้วยตัวละคร 1-2 ตัว ซึ่งทั้งสองตัวนี้จะมีความสัมพันธ์กันไม่สามารถตัดตัวใดตัวหนึ่งออกได้ และเหตุการณ์จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนจบ  การอ่านเรื่องใดๆก็ตามควรที่จะอ่านให้เข้าใจเสียก่อน การแปลเรื่องเล่าก็เช่นกันโดยอาศัย 4 ขั้นตอนดังนี้ในการทำความเข้าใจ คือ ใคร ทำอะไร ส่วนทางภาษาก็จะใช้ภาษาระดับกลางจะมีความกำกวมและอารมณ์ขัน
ส่วนการ์ตูนเป็นวรรณกรรมอย่างหนึ่งที่เด็กให้ความสนใจเป้นอย่างมากเพราะการ์ตูนให้ความสนุกสนานและเพลิดเพลิน อีกทั้งยังมีการสอดแทรกสาระลงไปในเนื้อหา นอกจากนี้การ์ตูนยังช่วยใช้เด็กรู้จักใช้จินตนาการ และสร้างสรรค์ ฝึกสังเกตและวิเคราะห์ อีกทั้งยังช่วยให้เด็กมีไหวพริบเพราะผู้อ่านสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างภาพกับ ความหมายและภาษา
บางครั้งการเรียนการสอนของครูสามารถนำการ์ตูนมาเป็นสื่อในการเรียนเพราะจะช่วยดึงดูดความสนใจเด็กๆได้ดี หลักการแปลการ์ตูนนั้นก็จะใช้คำที่สั้นและชัดเจน เข้าใจ สื่อความหมายได้ ส่วนภาษาที่ใช้นั้นก็มีด้วยกันหลายระดับขึ้นอยู่กับตัวละคร และผู้แปลก็ต้องรู้จักสังเกตภาษาของตัวละครด้วยว่าสอดคล้องกันหรือไม่
ซึ่งในการแปลการ์ตูนนั้นก็เหมือนกับการแปลเรื่องเล่า คือผู้แปลต้องอ่านเนื้อเรื่องให้เข้าใจก่อนโดยใช้ภาพในการทำความเข้าใจประกอบ หลังจากนั้นก็แปลโดยใช้ถ้อยคำสั้นๆและสุดท้ายการแปลกวีนิพนธ์ เป็นวรรณกรรมที่แต่งโดยร้อยกรอง และมีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว ทั้งด้านจำนวนคำหรือพยางค์ เสียงที่หนัก-เบา และจังหวะ กวีนิพนธ์นี้มีมานานตั้งแต่สมัยโบราณ สร้างขึ้นมาเพื่อให้ความรู้ สอนศีลธรรมและยังให้ความบันเทิงอีกด้วย
แต่ในปัจจุบันนั้นกวีนิพนธ์มีขนาดสั้นลง มุ่งแสดงความรู้สึกมากกว่าและที่สำคัญคือไม่เคร่งเรื่องฉันทลักษณ์ และเปิดโอกาสให้แสดงความรู้สึกอย่างกว้างขวาง เพราะเหตุนี้การแปลกวีนิพนธ์จะต้องสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายทีตั้งไว้ด้วย ซึ่งการแปลกวีนิพนธ์จะมีลักษณะการแปลที่แตกต่างกันออกไป เช่นการแปลร้อยกรอง แปลเป็นร้อยแก้วที่ประณีต
แต่ก็ได้มีปัญหาต่างๆที่ที่ตามมาในการแปลกวีนิพนธ์ นั้นก็คือความเข้าใจซึ่งถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ในการแปลงานประเภทต่างๆ ในการกำจัดปัญหานี้ผู้แปลเองจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิหลังของกวีอย่างเข้าใจถ่องแท้ ส่วนการเลือกใช้ถ้อยคำ สำนวน ก็เช่นกันผู้แปลจะต้องรู้จักใช้คำที่สั้นกะทัดรัด มีเสียงหนักเบาเหมาะกับจังหวะ และที่สำคัญคือต้องสัมผัสกันด้วย
ดังนั้นการแปลวรรณกรรมนั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะวรรณกรรมนั้นมีมากมายหลายประเภท การใช้สำนวนหรือคำศัพท์ก็ย่อมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การที่เราจะแปลออกมาได้ดีจะต้องอ่านและทำความเข้าใจกับเนื้อหาให้ดีเสียก่อนหลายๆรอบ พยายามศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับงานแปลชิ้นนั้น เพื่อให้งานที่แปลออกมาดูสมบูรณ์ผู้อ่านสนุกกับเรื่องที่เราแปล(หลัการแปลวรรณกรรม)




text types


สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้
text types

ในการเรียนรู้เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2559 ดิฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่อง Text Types ซึ่งเป็นเรื่องประเภทของงานเขียน อย่างที่เรารู้จักกันดีว่างานเขียนนั้นมีด้วยกันหลายประเภท หลายชนิด  บางทีเราอาจจะรู้จักงานเขียนนั้นดีว่าถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ใด เพราะงานเขียนทุกชิ้นงานนั้นถูกออกแบบมาในจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน
บางประเภทของงานเขียนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ความรู้ รู้ทันสถานการณ์ต่างๆ หรือแม้แต่เพื่อความบันเทิงก็เช่นกัน ซึ่งในที่นี้ประเภทของงานเขียนถูกแบ่งออกเป็น Descriptive writing, Narrative writing, Recount, Discussion, Exposition or Argument, Procedure, Information report, Explanation, personal response ประเภทงานเขียนต่างๆเหล่านี้จะแตกต่างกันอย่างชัดเจน
Descriptive writing เป็นการเขียนบรรยาย หรือเชิงพรรณนา ซึ่งบรรยายให้ผู้ที่อ่านได้รู้สึกเหมือนได้สัมผัส มองเห็น ได้กลิ่น ได้ยิน หรือแม้แต่ได้รสชาติ  เป็นการสร้างความสนใจให้กับผู้อ่านด้วยวิธีหนึ่ง หัวข้อในการเขียนนั้นต้องสร้างโดยใช้ความหมายและเรื่องราวที่แตกต่างกัน และใช้ข้อมูลเป็นตัวช่วยในงานอธิบายและวิเคราะห์งานเขียน  โดยส่วนมากงานเขียนประเภทนี้จะใช้ present tense ในการบอกความรู้สึก
Narrative writing เป็นการเขียนเล่าเรื่อง ส่วนมากจะเรื่องราวรอบๆตัวผู้เขียนที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์จริงมาเขียน รูปแบบการเขียนจะเป็นบทสนทนา และเน้นประเด็นตามความเห็นของผู้เขียน สามารถใส่บทสนทนาเพื่อใช้ในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างผู้สนทนาได้ดีขึ้น โดยหัวข้อจะเกี่ยวกับเรื่องชีวิตประจำวันหรือสิ่งที่เกิดขึ้นปกติและไม่ปกติ
เรื่องราวจะบอกเล่าเป็นลำดับว่าเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก่อนหลังโดยเริ่มจากจุดเริ่มต้นจนไปถึงจุดจบของเรื่อง หรืออาจจะเริ่มจากจุดสิ้นสุดมาหาจุดเริ่มต้นของเรื่องเพื่อสร้างความสนใจ ควรใส่ความสำคัญของสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นคน  สถานที่ เหตุการณ์ ใช้คำคุณศัพท์และกริยาเพื่อขยายความและสร้างให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการถึงรายละเอียดของเรื่องราว จุดสำคัญของงานเขียนประเภทนี้ต้องให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องและรู้สึกอยากจินตนาการเรื่องราวต่อไป
ในการเขียนส่วนมากจะใช้ past tense และจะใช้บุรุษที่  กับ 3 (I, he, she, they, them) อาจจะใช้ present tense ในบางครั้ง Recount เป็นการเขียนบอกเรื่องราวตัวเอง(telling story) เป็นการ paragraph  แบบเปิด จะคล้ายๆกับการเขียนแบบ Narrative writing แต่จะใช้บุรุษที่ 1(I, me)
Discussion เป็นการแลกเปลี่ยนอภิปราย ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริงในโลกตะวันตก มีการกล่าวซ้ำ และกล่าวอ้างเกินกว่าสิ่งที่พบการศึกษา มุ่งความเห็นและให้คำอธิบายต่อผลการศึกษาเป็นหลัก Exposition or Argument เป็นการเขียนเรียงความโต้เถียง/ขัดแย้ง ต้องแสดงเหตุผลในสองด้านเพื่อสนับสนุนด้านหนึ่งและอีกด้านหนึ่งเป็นข้อโต้แย้ง โดยที่ทั้ง 2ด้านต้องแสดงเหตุผลโต้แย้งเพื่อสนับสนุนเหตุผลในการโต้แย้ง
แต่อย่างไรก็ตามก็ควรมีความสมดุลในเหตุและผลที่จะนำเสนอโดยต้องอาศัยข้อมูลทางสถิติประกอบ สิ่งสำคัญคือข้อมูลที่สนับสนุนจะต้องน่าเชื่อถือ เป็นเรื่องจริงสามมารถพิสูจน์ได้ นอกจากนี้งานเขียนประเภทนี้ต้องแสดงจุดยืนถึงประเด็นเหตุผลอย่างชัดเจนว่าทำไมคุณถึงไม่เห็นด้วย
Procedure เป็นการเขียนที่เน้นการดำเนินงาน ที่เป็นขั้นตอน โดยใช้คำเชื่อม (Connecting words) ในการเขียน ตัวอย่างเช่น  before, first, next, as soon as.
Information report เป็นการเขียนรายงานข้อมูลตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นรายงานทางวิชาการมักใช้  present tense ในการเขียน เป็นการบรรยายโดยใช้บุรุษที่ 3 (he, she,it)
Explanation เป็นการเขียนอธิบายใช้ตาราง หรือ mind map ในการเขียนจะมีมากกว่าหนึ่ง paragraph และจะใช้ข้อมูลจริงโดยมีตัวอย่างประกอบ และการเขียนก็จะใช้ present tense มักจะใช้คำเชื่อมระหว่างช่วงเวลาหรือเหตุและผล ซึ่งงานเขียนประเภทนี้จะใช้เปรียบเทียบหรือหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาของงาน
และงานเขียนประเภทสุดท้ายคือ Personal response เป็นการเขียนเพื่อบอกความคิดเห็น ในการเขียนจะใช้ present tense นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการเขียนอักมากมาย คือ personal letter, the envelope, the formal letter, letter to the editor, postcards, invitations, diary extract, interviews/dialogues, script writing, a newspaper report, feature article, editorial, pamphiet, advertising, electronic communication, summary/précis writing และ poetry writing
รูปแบบการเขียนเหล่านี้ส่วนมากก็จะเป็นที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เช่น การเขียน the personal letter เป็นการเขียนจดหมายเป็น paragraph ที่สั้น มีการสรุปหลังจากที่เขียนจบ และหลังจากจบการเขียนก็จะลงชื่อผู้เขียนด้วย invitations เป็นจดหมายเชิญซึ่งในเนื้อหาก็จะประกอบด้วย when, where ,dress, reply date and contact details เช่นให้ผู้ที่ได้รับบัตรเชิญมีความเข้าใจตรงตามที่ผู้ให้ต้องการ
ส่วน Diary extract ก็เป็นหนึ่งในรูปแบบการเขียนที่หลายๆคนเขียนกันมากที่สุดมักใช้บุรุษที่ 1 ในการเขียนเล่าเหตุการณ์ ส่วนมากจะเป็นเหตุการณ์ที่ผู้เขียนพบเจอด้วยตนเอง และทุกครั้งที่มีการเขียนก็มักจะมีวันที่กำกับอยู่ และการเขียนก็จะใช้ past tense ในการเขียนเล่าบรรยายเหตุการณ์
A newspaper report งานเขียนรูปแบบนี้เป็นงานเขียนเกี่ยวกับข่าวซึ่งถูกแบ่งย่อยออกไปอีกหลายๆประเภท เช่น Feature article เป็นรุ)แบบการเขียนบทความสารคดี Pamphiet คือรูปแบบการเขียนแบบแผ่นปลิว/แผ่นพับ โดยเนื้อหาจะให้ความหมายที่ชัดเจน ส่วน Advertising ก็เป็นการเขียนโฆษณา เป็นการเขียนโปรโมทสินค้า โดยใช้เหตูผลและแสดงความคิดเห็น
จากประเภทและรูปแบบการเขียนต่างๆจะเห็นได้ว่าแต่ละประเภทมีกระบวนการเขียนที่แตกต่างกัน ซึ่งการเขียนนั้นจำเป็นต้องใช้ทักษะการคิดที่สลับซับซ้อนที่ผู้เขียนพยายามสื่อออกมาเป็นลักษณะลายลักษณ์อักษร และการเขียนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากมายเพราะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่มนุษย์ใช้ในการบันทึกความทรงจำ สื่อสารความคิด นอกจากนี้งานเขียนยังสมารถพัฒนาความคิดของคนในสังคมได้
ในการเขียนผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงหลักการเขียนเบื้องต้น นั่นก็คือจุดประสงค์ที่แน่นอนของงานประเภทนั้นๆ และที่สำคัญผู้เขียนจะต้องสิเคราะห์ถึงความต้องการของผู้อ่านว่าอยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับอะไร มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านมากน้อยเพียงใด เละต้องใช้ภาษาเช่นไรในการเขียน ดังนั้นในการเขียนงานทุกครั้งผู้เขียนจึงต้องคำนึงถึงผู้อ่านทุกครั้งก่อนการเขียน




การถ่ายทอดตัวอักษร


สรุปสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้
การถ่ายทอดตัวอักษร

จากการเรียนรู้ครั้งนี้ดิฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องการถ่ายทอดตัวอักษร (transliteration) การถ่ายทอดตัวอักษรก็เป็นการถ่ายทออดความหมาย จากภาษาหนึ่งไปเป็นอีกภาษาหนึ่งทำให้ความหมายนั้นมากยิ่งขึ้นโดยการแปลนั้นก็จำเป็นต้องใช้การถ่ายทอดข้อความจากภาษาหนึ่งไปยังภาษาหนึ่ง ซึ่งผู้แปลสามารถอิงรูปแบบเดิมของต้นฉบับและคงต้นฉบับเดิมไว้
เนื่องจากภาษาไทยเป็นภาษาที่ไม่ได้ใช้อักษรโรมัน จึงมีความจำเป็นที่จะศึกษาแนวทางการถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมัน เพื่อการสื่อสารกับชาวต่างชาติ หรือการสื่อสารในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง โดยเฉพาะในประเด็นที่เป็นชื่อเฉพาะ เช่น ชื่อบุคคล ชื่อสถานที่ ชื่อศิลปกรรม ชื่อผลิตภัณฑ์ ชื่อเทคโนโลยี เป็นต้น นับว่าการถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันมีความสำคัญต่อการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยและการถ่ายทอดเทคโนโลยีของไทยแก่ต่างประเทศ
การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันมี 2 วิธี คือ การถอดอักษรตามวิธีเขียน (Transliteration) และการถอดอักษรตามวิธีอ่าน หรือการถอดอักษรแบบถ่ายเสียง (Transcription)แต่ในที่นี้จะเน้นการถอดอักษรตามวิธีเขียน (Transliteration)การถอดอักษรตามวิธีเขียนเป็นการถอดตามตัวอักษรทุกตัวที่มีอยู่ในคำนั้น มีข้อดีคือทราบที่มาของคำนั้น สามารถสะกดคำได้และสามารถถอดอักษรกลับไปยังคำเดิมได้ ข้อด้อยคืออ่านออกเสียงได้ยากและบางคำที่ถอดออกมามีมากเกินความจำเป็นในการออกเสียง
โดยมีหลักเกณฑ์คือในการถออดอักษรจะไมคำนึงถึงตัวสะกดการันต์และวรรณยุกต์ โดยจะใช้เสียงในการเปรียบเทียบที่ใกล้เคียงที่สุด เช่น ก=k (กา) , จ ฉ ช ฌ = ch (chin= จีน) และสระเองก็เช่นกัน เช่น แอ็ว, แอว = aeo (แมว=maeo) อักษรส่วนหญิงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดคำ ซึ่งหน่วยคำนั้นเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดอาจมีความหมายหรือไม่มีความหมายก็ได้ เช่น ปิ่นโต กิน รำไทย คำหมายถึง 1 หน่วยคำหรือมากกว่านั้นก็ได้เช่น โทรศัพท์ บัตรประชาชน
คำประสม หมายถึงหน่วยคำตั้งแต่ 2 หน่วยคำขึ้นไป เมื่อรวมกันแล้วเกิดความหมายใหม่หรือความหมายเพิ่มจากเดิม เช่น พัดลม ถุงมือ ม้านั่ง คำสามานยนาม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือคำนามทั่วไป กับชื่อภูมิศาสตร์ก็เป็นคำนามทั่วไปชนิดหนึ่ง แต่จะบอกลักษณะของภูมิประเทศ ธรรมชาติ เช่น บึง หนองคลอง ภูเขา หรือแม้แต่ภูมิศาสตร์ที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง เช่น สะพาน ท่าเรือ ซอย นอกจากนี้รวมถึงเขตการปกครองด้วย เช่น ประเทศ จังหวัด ตำบล ชุมชน
คำวิสามานยนาม หมายถึงคำที่เป็นชื่อเฉพาะ เช่น ชื่อบุคคล ชื่อสถานที่และชื่อองค์กร คำนำหน้านาม หมายถึงคำที่อยู่หน้าคำวิสามานยนามเป็นการบอกลักษณะสภาพของคำวิสามานยนามนั้น เช่น ฯพณฯ……, นาย……,นาง……ฯลฯการทับศัพท์ คือการดำเนินการแปลงข้อความจากระบบการเขียนหรือภาษาหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่งอย่างมีหลักการ เพื่อให้สามารถเขียนคำในภาษาต่างประเทศด้วยภาษาและอักษรในภาษานั้น ๆ ได้สะดวก ส่วนมากใช้กับวิสามานยนาม อาทิ ชื่อบุคคล สถานที่ หรือชื่อเฉพาะที่ไม่สามารถแปลความหมายเป็นภาษาอื่นได้โดยสะดวก
 คำทับศัพท์ หมายถึงคำภาษาต่างประเทศที่เขียนด้วยตัวอักษรไทย อาจเป็นคำสามานยนาม เช่นฟุตบอล กอล์ฟ ไม่ใช่เพียงแค่การถอดตัวอักษรเพียงเท่านั้น แต่ยังมีการถอดตัวเลขด้วย  หลักการถอดก็ยึดตามหลักการอ่านอักขระอักษรไทย โดยเขียนอักษรโรมันตามเสียงที่อ่านในภาษาไทย เช่น ๕..๔ ห้าจุดเจ็ดจุดสี่ (ha chut sam chut nueng)(ราชบัณฑิตยสถาน)
ดังนั้นการถ่ายทอดตัวอักษร (transliteration) จะถ่ายทอดโดยการเปรียบเทียบเสียงซึ่งเสียงจะต้องออกเสียงคล้ายกันและต้องคงรูปแบบความหมายของต้นฉบับเดิมไว้ การถ่ายทอดตัวอักษรนั่นไม่ใช่เรื่องยากเพียงแค่เราเข้าใจรูปแบบและตารางการถ่ายทอดอักษรแค่นี้เราก็สามารถถอดคำอื่นๆได้ด้วยตัวเอง

โครงสร้างพื้นฐานของประโยค


สรุปสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้
โครงสร้างพื้นฐานของประโยค


จากการเรียนรู้ในวันที่ 29 กุมพาพันธ์ 2559 ผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหา 2 เรื่องด้วยกันคือ 1.โครงสร้างพื้นฐานของประโยค และ Relations between ideas เนื้อหาทั้งสองเนื้อหานี้ก็เป็นเรื่องที่คุ้นเคยกันดี  ซึ่งในการเรียนภาษาอังกฤษนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเรียนเกี่ยวเกี่ยวกับโครงสร้างของประโยคนั้นก็มีมากมายหลายโครงสร้างที่แตกต่างกันในส่วนของเรื่อง Relations between ideas ก็เป็นขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญสำหรับงานเขียน เราจึงไม่สามารถหลีกเหลี่ยงเรื่องเหล่านี้ได้เพราะมันจำเป็นต่อการเรียนภาษาอังกฤษอย่างมาก
หลังจากที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างของประโยคแล้วทำให้ฉันเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างต่างๆมากมายยิ่งขึ้นเพราะบางโครงสร้างฉันเองก็ไม่รู้จัก การที่ภาษาแต่ละภาษาจะเกิดขึ้นเป็นประโยคได้นั้นก็ต้องมีโครงสร้าง แต่ละโครงสร้างต้องประกอบด้วย ประธาน กริยา กรรม จึงจะสามารถเป็นประโยคที่สมบูรณ์ได้ และบางประโยคอาจมีส่วนขยายเข้ามาเพิ่มเติมเพื่อให้ประโยคมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ในแต่ละประโยคนั้นอาจจะสั้นหรือยาวก็ได้ บางประโยคเมื่อพูดหรือเขียนออกมานั้นอาจมีความสละสลวยไพเราะ ไม่สละสลวยดูแข็งเกินไปซึ่งประโยคทุกประโยที่พูดหรือเขียนออกมาก็สามารถบ่งบอกถึงอารมณ์ของผู้ที่ต้องการจะสื่อสารทั้งนี้ก็ต้องประกอบด้วยน้ำเสียงและท่าทางด้วย และในการสร้างประโยคต่างๆขึ้นมานั้น ส่วนใหญ่ก็มาจากประโยคที่เป็นพื้นฐานที่เรียกว่า basic sentence เป็นประโยคที่ให้แต่คำหลัก
Basic sentence จะเป็นประโยคที่ง่ายมักใช้คำหลักๆหรือคำที่จำเป็นที่ต้องมีในประโยคโครงสร้างของประโยคนั้นๆ เช่น Present Simple Tense โครงสร้างของประโยคคือ Subject+V1 ตัวอย่าง She eat จากประโยคก็จะเป็นประโยคที่สั้นๆมีแต่คำจำเป็นที่ต้องใช้ในโครงสร้างเมื่อเขียนออกมาแล้วจึงดูไม่สละสลวย ดูแข็งเกินไป แต่สามารถเข้าใจได้ ว่า หล่อนกินแต่เราไม่สามารถรู้ได้ว่าหล่อนกินอะไร และเพื่อให้ประโยคมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นจึงเพิ่มส่วนขยายไปว่า He  eat  salad in the morning.ซึ่งแปลว่าเขากินสลัดในตอนเช้าเมื่อฟังแล้วก็จะเข้าใจและตัวโครงสร้างของประโยคนั้นดูสละสลวยน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
แต่ก่อนที่เราจะแต่งประโยคตามโครงสร้างได้นั้นเราจะต้องรู้จักชนิดของคำด้วย นั่นก็คือ Part of speech ซึ่งประกอบด้วยชนิดคำที่หลากหลายเช่น Nouns คือคำที่ใช้เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ ,Pronoun คือคำที่ใช้แทนคำนาม คือแทนคน สัตว์ สิ่งของ และ Verb คือคำที่ใช้แสดงการกระทำ,Adverb คือคำที่นำมาขยายคำกริยา, Adjective คือคำที่นำมาขยายคำนาม ,Preposition คือคำที่นำไปเชื่อมความสัมพันธ์ของคำนามกับคำอื่นๆ, Conjunction คือคำที่นำมาใช้เป็นคำเชื่อม นอกจากนี้ยังมีชนิดคำอื่นๆอีกมากมาย
จากการศึกษาโครงสร้างของประโยคต่างๆในเนื้อหานั้นก็จะมีแบบของคำกริยาของฮอร์นบีและไนดาและเทเบอร์ แต่ดิฉันได้ลองศึกษาและฝึกแต่งประโยคนั้นเป็นโครงสร้างแบบของของคำกริยาฮอร์นบี ซึ่งโครงสร้างของเขามีด้วยกัน 25 แบบ บางโครงสร้างฉันเองก็ไม่รู้จักมาก่อน

VP1.Subject+Verb+Direct+Object. Example He hold a book.
VP2.Subject+Verb+(not)+to+ Infinitive,etc. Example She can not to play football. VP3.Subject+Verb+Noun or Pronoun+(not)+to+Infinitive. Example I waited him not to come here.
VP4.Subject+Verb+Noun or Pronoun+ to be+ Complement. Example They want it (to be)die.
VP5.Subject+Verb+ Noun or Pronoun + Infinitive,etc. Example Would you have her answer questions?
VP6.Subject+Verb+ Noun or Pronoun + Present Participle. Example I help him doing homework.
VP7. Object +Verb +Object +Adj. Example The tree die the bird homeless.
VP8.Subject+Verb+ Object + Noun. Example The students told the teacher leader.
VP9.Subject+Verb+ Object + Past Participle. Example He has a telephone lost.
VP10.Subject+Verb+ Object + Adv.+ Adv.Phrases,etc. Example Teacher teach the students here.
VP11.Subject+Verb+ (that)+ Clause. Example Do you worry(that) it will collapse.
VP12.Subject+Verb+ Noun or Pronoun +(that)+ Clause. Example I hope him you that the can for me.
VP13.Subject+Verb+Conj.+to+Infinitive,etc. Example She do homework when to ready.
VP14.Subject+Verb+ Noun or Pronoun + Conj.+ to + Infinitive,etc. Example Can you tell me what to want?
VP15.Subject+Verb+Conj.+ Clause. Example I close when it will rain.
VP16.Subject+Verb+ Noun or Pronou.+ Conj.+ Clause. Example Can you tell her why you hit it?
VP17.Subject+Verb+Gerund,etc. Example She can singing.
VP18.Subject+Verb+Direct Obj. + Prep+ Prepositional Obj.  Example He gave the bag to his customer.
VP19.Subject+Verb+Indirect Obj. + Prep+ Direct Obj..  Example I sad their chidren Good bue.
VP20.Subject+Verb+(for)+Complement.  Example The kangaroo jump two foot.
VP21.Subject+Verb.Example The rabbit is running.
VP22.Subject+Verb+Predicative. Example This is a chair.
VP23.Subject+Verb+Adv.Adjunct.  Example She sit on the sofa.
VP24.Subject+Verb+ Prep+ Prepositional Obj..  Example It is under your table.
VP25.Subject+Verb+to+Infinitive.  Example I stopped to look it in the zoo.
จากการที่ลองแต่งประโยคบางประโยคก็ยังสับสนกับโครงสร้างอยู่ แต่อย่างไรก็ตามฉันก็ได้ศึกษาและแต่งประโยค จนสามารถแต่งประโยคได้จากโครงสร้างทั้ง 25 แบบของฮอร์นบีไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะสามารถจำมันได้ แต่เราสามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับชนิดของโครงสร้างจนสามารถแต่งประโยคต่างๆตามโครงสร้างได้  นอกจากโครงสร้างของฮอร์นบีแล้วก็ยังมีโครงสร้างของคนอื่นๆอีกมากมาย เช่นโครงสร้างของไนดาและเทเบอร์ ซึ่งเขาได้แยกประโยคพื้นฐานของภาษาอังกฤษไว้ 7 แบบ
แบบโครงสร้างของไนดาทั้ง 7แบบ ประกอบด้วย 1.N+V เช่น Jone ran quickly. 2.N+V+ N เช่น John hit Bill. 3.N+V+N+N เช่น John gives Bill a ball. 4.N+V+Prep.+N เช่น John is in the house. 5. N+V+Adj. เช่น The boy is sick. 6.N+V+Indefinite article +N เช่น John is a boy. และ 7. N+V+Definite article +Noun เช่น John  is my father. แต่โครงสร้างโครงร้างเหล่านี้ฉันไม่ได้แต่งประโยค แต่อย่างไรก็ตามก็ได้ศึกษาโครงสร้างจนทำให้เข้าใจสามารถที่จะแต่งประโยคได้
และโครงสร้างอีกแบบหนึ่งของสเตจเบอร์จ(stageberg) โครงสร้างของเขาเป็นประโยคเปลือย และถูกแบ่งโครงสร้างออกเป็น 9 แบบ นอกจากที่ได้ศึกษาโครงสร้างของประโยคแล้วก็ยังศึกษาเรื่อง Relations between ideas วึ่งเรื่องนี้จะเกี่ยวกับการเขียน paragraphs หรือบทความให้สมบูรณ์ได้นั้นต้องอาศัยขั้นตอนต่างๆในการเขียน เราไม่สามารถเขียนตามใจชอบได้ เพราะเนื้อเรื่องแต่ละย่อหน้าอาจจะไม่สัมพันธ์กันทำให้บทความดูไม่สละสลวย
แต่ในการเขียน paragraphs ขั้นตอนแรกที่ต้องทำคือการหาหัวข้อ,ชื่อเรื่อง หรือ Title นั้นเอง ชื่อเรื่องนั้นอาจจะเป็นประโยคบอกเล่าหรือคำถาม หรือวลีก็ได้ แต่จะต้องไม่ยาวเกินไป และจะต้องกระชัดรัดกุมให้ตรงกับเนื้อที่จะเขียน  เมื่อเราได้ชื่อเรื่องแล้วก็ต้องการเขียน outline เพื่อเป็นแนวทางในการเขียน paragraphs ให้ง่ายขึ้นในขณะที่เขียนเราก็สามารถเขียน outline ที่วางไว้ตามลำดับขั้น ทำให้ paragraphs ที่เราจะเขียนนั้นออกมาสมบูรณ์
ในการเขียน outline นั้นจะต้องประกอบไปด้วย Thesis Statement หรือ introduction นั่นเองเป็นการเขียนเกริ่นนำพูดถึงภาพรวมที่เราจะเขียนในบทความนั้นๆและในส่วนเนื้อหาหรือ Body ก็จะประกอบด้วย Main Idea ในเนื้อหานั้นๆนอกจากนี้ยังมีส่วนที่จะขยายให้ Main Idea ชัดเจนยิ่งขึ้น นั่นก็คือ Supporting Idea สามารถมีได้หลาย Supporting Idea ในแต่ละ Main Idea และสุดท้ายตามด้วยส่วนที่เป็น Conclusion หรือบทสรุปนั่นเอง
ส่วนของ  Conclusion นั่นเราก็จะนำส่วนของเนื้อหา Thesis Statements มากล่าวใหม่อีกครั้งแต่จะเรียบเรียงเป็นใหม่เพื่อให้เข้าใจยิ่งขึ้น เมื่อเราได้ร่างหรือเขียน outline เสร็จแล้วเราจะนำส่วนของ outlineมาเขียนขยายความบรรยายเพื่อให้เข้าใจถึงรายละเอียดดังกล่าว ล้าเราก็จะได้ paragraphs ที่สมบูรณ์น่าอ่าน เมื่อเรารู้หลักการเขียน paragraphs เพียงแค่เราคิดอย่างมีหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่จะไดใน paragraphs ที่สมบูรณ์
ดังนั้นในการเรียนครั้งนี้  ผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาต่างๆมากมายคือเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของประโยค และ Relations between ideas ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อผู้เรียนภาษาอังกฤษ เพราะเป็นภาษาที่ต้องมีการแปล เมื่อเรามีความรู้ทางด้านภาษาดีก็จะทำให้เราวิเคราะห์ความหมาย ตีความ และเรียบเรียงประโยคได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เราจึงไม่สามารถหลีกเหลี่ยงเรื่องเหล่านี้ได้เพราะจำเป็นต่อการเรียนภาษาอังกฤษอย่างมาก





















การแปลบันเทิงคดี


สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้
การแปลบันเทิงคดี

ในการเรียนรู้ครั้งนี้ดิฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องการแปลบันเทิงคดี ขึ้นชื่อว่าบันเทิงคดีก็คงจะเป็นเรื่องที่สนุกเป็นงานบันเทิงคดีนั้นเป็นรูปแบบหนึ่งที่ว่าด้วยสารสนเทศหรือเหตุการณ์ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่เป็นจินตนาการหรือทฤษฎีบางส่วนหรือทั้งหมด กล่าวคือ เป็นงานที่ผู้ประพันธ์แต่งขึ้น แม้บันเทิงคดีจะใช้หมายถึงสาขาหลักของงานวรรณกรรมอย่างหนึ่ง แต่ยังอาจหมายถึง งานละคร ภาพยนตร์หรือดนตรีด้วย บันเทิงคดีตรงข้ามกับสารคดี ซึ่งว่าด้วยเหตุการณ์ คำอธิบาย การสังเกตที่เป็นจริง 
ในที่นี้บันเทิงคดีหมายถึงงานเขียนทุกประเภทที่ไม่อยู่ในประเภทของงานวิชาการและสารคดี และรวมไปถึงงานร้อยแก้วร้อยกรอง บันเทิงคดีนั้นมีหลายรูปแบบอาทิเช่น นิทาน นวนิยาย เรื่องสั้น บทเพลง บทกวี ฯลฯ ซึ่งในการเขียนงานทุกประเภทย่อมมีองค์ประกอบที่แตกต่างกัน และองค์ประกอบของงานเขียนแบบบันเทิงคดีประกอบด้วยสองส่วนคือ ในด้านเนื้อหาและภาษา
ในด้านของเนื้อหานั้นจะประกอบไปด้วยเนื้อหาสาระทั้งที่เป็นจริงและไม่เป็นจริงบ้าง  อีกทั้งยังสอดแทรกทัศนะความรู้สึกหรือประสบการณ์จริงของผู้เขียนลงไปในงานเขียนอีกด้วย โดยจุดประสงค์ในการเขียนแบบบันเทิงคดีคือสร้างความบันเทิงให้กับผู้ที่อ่าน ซึ่งในบางครั้งอาจจะเพิ่มจินตนาการของผู้เขียนลงไปด้วยมีทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหรือเพิ่มเติมเนื้อหาไปเพื่อเพิ่มความสนุกแก่เนื้อหา
ภาษาที่ใช้ในงานเขียนบันเทิงคดีนั้นก็จะแตกต่างจากงานเขียนประเภทอื่นเช่นกัน ผู้เรียนจะต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมของเนื้อหา เช่นทางด้านคำศัพท์ หรือสำนวนเมื่อเราเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้วก็จะง่ายต่อการแปลมากยิ่งขึ้น และในการแปลบันเทิงคดีนั้นสิ่งที่ต้องคำนึงเกี่ยวกับองค์ประกอบนั้นมีอยู่ 2 ประการคือ องค์ประกอบทางภาษา(language element) และองค์ประกอบที่ไม่ใช่ภาษา(non-language element)
องค์ประกอบที่ไม่ใช่ภาษา(non-language element) เป็นองค์ประกอบทางด้านอารมณ์และท่วงทำนองของงานเขียน ซึ่งจะทำหน้าที่สะท้อนองค์ประกอบของภาษา ดั้งนั้นผู้เปลจึงต้องให้ความสนใจเกี่ยวกับองค์ประกอบทางด้านภาษาให้มากเนื่องจากองค์ประกอบนี้มีความสำคัญทางด้านการแปล หากผู้แปลเลือกใช้ภาษาผิด ก็จะทำให้ความหมายที่สื่อออกมาผิดเช่นกัน
ภาษานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับงานเขียนและงานแปล เนื่องจากสังคมในโลกของเรามีความแตกต่างกันมากไม่ว่าจะเป็นทางด้านวัฒนธรรม การเป็นอยู่ หรือแม้แต่ภาษาเองก็เช่นกัน เมื่อกล่าวถึงองค์ประกอบทางด้านภาษา เป็นสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวของกับงานแปล สำหรับงานแปลบันเทิงคดีองค์ประกอบที่เกี่ยวกับภาษานั้นแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม นั้นก็คือ การใช้สรรพนามและคำเรียกบุคคล(form of address) การใช้คำที่มีความหมายแฝง(connotation) และภาษาเฉพาะวรรณกรรม(figurative language)
 เมื่อกล่าวถึงภาษาที่มีความหมายแฝง(connotation) ในวรรณกรรมจะมีการใช้กันเยอะมาก เนื่องจากคำศัพท์ทุกคำย่อมมีความหมายที่ตรงตัวและความหมายแฝงอยู่ ตัวอย่างเช่น รถไฟ ความหมายตรงตัวคือ ยานพาหนะชนิดหนึ่ง ส่วนความหมายแฝงคือ ชายหรือหญิงสองคนที่หมายปองบุคคลเดียวกัน  ไก่ ความหมายตรงตัว คือ สัตว์ปีกชนิดหนึ่ง ส่วนความหมายแฝงคือหญิงสาวผู้อ่อนต่อโลก
ทุกๆงานแปลผู้แปลจะต้องจะต้องใส่ใจโดยเฉพาะทางด้าน ในการแปลงานบันเทิงก็เช่นกันผู้แปลจะต้องเรียนรู้ทั้งความหมายที่ตรงตัวและความหมายแฝงให้กระจ่างแจ้ง โดยอาศัยความสามารถ ปฏิภาณ ไหวพริบ จินตนาการ รวมทั้งจิตวิญญาณในการตัดสินใจว่าคำศัพท์ในงานแปลนั้นๆมีความหมายเช่นไร ในแปลที่ดีผู้แปลจะต้องมีความอดทนรู้จักค้นคว้าหาความหมายของคำศัพท์ทุกคำเพื่อความแม่นยำในการแปล
และสิ่งที่เน้นย้ำเสมอไม่ว่าจะเป็นงานแปลประเภทใด ก่อนที่ผู้แปลจะทำการแปลก็ควรที่จะอ่านต้นฉบับให้เข้าใจเสียก่อนเพื่อให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้นก็ควรจะอ่านหลายๆรอบ และในการแปลผู้แปลก็ควรจะเลือกใช้พจนานุกรม 2 ภาษา เนื่องจากผู้ที่แปลสามารถค้นคว้าหาความรู้ได้หลากหลายและควรจะเลือกใช้คำที่พจนานุกรมทั้งสองภาษามีการใช้เหมือนกันจะทำให้งานแปลของเรามีความผิดพลาดน้อยลง
นอกจากนี้ภาษาเฉพาะวรรณกรรมหรือโวหารภาพพจน์ การใช้ภาษาเช่นนี้ผู้แปลจะต้องมีความรอบรู้เป็นอย่างมากสามารถนำคำมาใช้ได้อย่างเหมาะสม ในการแปลงานบันเทิงคดีจะเลือกใช้รูปแบบเฉพาะที่เรียกว่าโวหารภาพพจน์ ในการใช้ภาษาของกลุ่มนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมทางด้านต่างๆ โดยถ่ายทอดมาทางภาษา แต่ละชาติย่อมมีความแต่อย่างไรก็ตามวัฒนธรรมอย่างที่รู้กันดีว่าแต่ละชาติย่อมมีความแตกต่างกัน
การแปลภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ผู้แปลจะต้องเรียนรู้และฝึกฝนอย่างบ่อยครั้ง โดยต้องเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องโวหารภาพพจน์ นั่นก็คือโวหารอุปมาอุปมัย โวหารนี้เป็นที่รู้จักกันดี เป็นกลวิธีหนึ่งซึ่งเขียนเพื่อเปรียบเทียบเพื่อชี้แจงคำอุปมาอุปไมย หรือคำเปรียบเทียบเป็นคำในภาษาไทยที่สั้น กะทัดรัด และยังนิยมพูดกันในชีวิตประจำวันเป็นคำพูดในเชิงต่อว่าหรือเปรียบเปรย (ทั้งในทางดีทางร้าย) โดยผู้พูดยกเอาสิ่งแวดล้อมมาเทียบเคียงให้ผู้ฟังเห็นจริงไปตามนั้นซึ่งมักจะมีคำว่า เป็น เหมือน อย่าง เท่า ราวกับ ทำหน้าที่เป็นคำเชื่อมหรือคำวลีอยู่ในประโยค
ซึ่งในภาษาอังกฤษและภาษาไทยมักใช้ลักษณะเฉพาะของภาษาชนิดนี้อยู่ชัดเจน  มีไวยากรณ์ที่ชัดเจนตายตัว บางครั้งอาจเป็นเหตุการณ์ที่สมมติขึ้น ผู้แปลจึงต้องฝึกการสังเกตและวิเคราะห์ให้ดีว่าใช้โวหารอุปมาอุปมัยแบบไหน ถ้าหากเป็นเหตุการณ์ที่สมมติก็จะใช้เงื่อนไขข้อที่ 1 (conditional sentence type I) แต่ถ้าหากการเปรียบเทียบนั้นมีการสมมติที่ไม่สามารถเกิดขึ้นหรือเป็นจริงได้ ผู้แปลก็จะใช้โครงสร้างประโยคเงื่อนไขข้อที่ 2 (conditional sentence type II)
                รูปแบบของโวหารก็เป็นที่รู้จักกันดีว่ามีการเปรียบเทียบระหว่างความหมายของสองสิ่งโดยการนำความหมายหรือไม่เหมือนมาเปรียบเทียบ  ดังนั้นการแปลโวหารนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้แปลจะต้องคำนึงถึงความเป็นจริงเกี่ยวกับทางด้านของภาษา และผู้แปลก็ต้องรู้จักปรับโวหารให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมของภาษาแปลโดยยึดหลักการดังต่อไปนี้ นั้นก็คือ
                ผู้แปลจะต้องแปลโวหารอุปมาอุปมัยตามตัวอักษรเมื่อรูปแบบของภาษาสอดคล้องกันและมีความหมายเหมือนกันทั้ง 2 ภาษา หากอุปมาอุปมัยใดไม่สำคัญต่อเนื้อหาก็ตัดทิ้งไปไม่ต้องแปลให้เสียเวลา เมื่องานเขียนเป็น authoritative text เมื่อแปลก็ควรใส่หมายเหตุเอาไว้เพื่อข้อผิดพลาด หรือสามารถอธิบายความหมายเชิงอรรถ และผู้เขียนอาจใช้สำนวนโวหารที่เขียนคิดขึ้นใหม่ยังไม่มีการบัญญัติไว้ในวัฒนธรรมการใช้ภาษามาก่อน
                อุปมาอุปมัยนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปรียบเทียบ แต่ผู้ที่เรียนแปลนั้นหากต้องการให้ตัวเองเก่งมายิ่งขึ้นก็ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับคำศัพท์โดยใช้พจนานุกรมสองภาษามาเป็นตัวช่วยในการแปล ดังนั้นการแปลบันเทิงคดีหรือการแปลงานใดๆก็ตามผู้แปลจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์รวมถึงข้อเท็จจริง และจินตนาการหรือทฤษฎีบางส่วนหรือทั้งหมด เกี่ยวกับเรื่องที่จะแปลและที่สำคัญที่สุดคือผู้แปลจะต้องมั่นศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับศัพท์นั้นๆในงานแปล (การแปลบันเทิงคดี)

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้รายวิชา Translation I


สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้รายวิชา Translation I

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ หนังสือ


จากการเรียนรู้วิชาการ1 ตลอดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 สิ่งที่ข้าพเจ้าได้จากการเรียนรู้มีอยู่มากมายหลายเรื่องด้วยกัน ซึ่งการเรียนแต่ละครั้งข้าพเจ้าได้สรุปสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ทั้งในละนอกห้องเรียน โดยการเขียนสรุปและ

Hello

Hello

วริษา ฤทธิราช

แนะนำตัวฉัน

ชื่อ : นางสาววริษา ฤทธิราช
ชื่อเล่น : ษา
ที่อยู่ : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
E-mail : WarisaRittirat@gmail.com